มืด

การปัสสาวะรดที่นอนในเด็ก

🇹🇭 ไทย
ความเร็ว: 1.0x
สถานะ: พร้อม
×

ความช่วยเหลือในการตั้งค่าการเล่น

หากใช้ Chrome/Edge แล้วแต่ยังเล่นไม่ได้ ให้ตรวจสอบการตั้งค่า โทรศัพท์/PC ของคุณ
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องมือ TTS เปิดใช้งานอยู่ โดยใช้ภาษาที่คุณต้องการฟัง

สำหรับผู้ใช้ Android และระบบปฏิบัติการอื่นๆ

สำหรับผู้ใช้ Android, Harmony, Lineage, Ubuntu Touch, Sailfish, ColorOS / FuntouchOS, hyperOS ฯลฯ
เข้าสู่เมนู: เปิดการตั้งค่า > การเข้าถึง > การแสดงผลข้อความเป็นเสียง
หากไม่มี ให้ไปที่ การตั้งค่า > ช่องค้นหาด้านบน > พิมพ์ "text-to-speech" หรือ "text"
จากนั้นเลือก ข้อความเป็นเสียง หรือสิ่งที่คล้ายกัน
หากต้องการเพิ่มภาษา ให้คลิกไอคอนฟันเฟือง ⚙ > ติดตั้งข้อมูลเสียง แล้วเลือกภาษาที่ต้องการ

สำหรับผู้ใช้ iOS

ไปที่ การตั้งค่า > การเข้าถึง > เนื้อหาที่อ่านออกเสียง
หรือ การตั้งค่า > ช่องค้นหาด้านบน > พิมพ์ "เนื้อหาที่อ่านออกเสียง" แล้วกด enter
หากต้องการเพิ่มภาษา ให้เลือก เสียง แล้วเลือกเสียงที่ต้องการ

สำหรับผู้ใช้ PC MacOS

เข้าสู่เมนู: คลิกเมนู Apple () > การตั้งค่าระบบ > การเข้าถึง > เนื้อหาที่อ่านออกเสียง

สำหรับผู้ใช้ Windows

Windows 10 & 11
เข้าสู่เมนู: เปิดเริ่มต้น > การตั้งค่า > เวลาและภาษา > การพูด (Speech)
Windows 7 & 8
Control Panel > Ease of Access > Speech Recognition > Text to Speech
Windows XP
Start > Control Panel > Sounds, Speech, and Audio Devices > Speech
Windows 2000 & ME
Start > Settings > Control Panel > Speech
สำหรับผู้ใช้ PC ประเภทอื่น เช่น Linux, ChromeOS, FreeBSD ฯลฯ
โปรดค้นหาวิธีเปิดใช้งาน text-to-speech ในโปรแกรมค้นหา เช่น Google, Bing เป็นต้น

หมายเหตุ ในขณะนี้ หน้านี้ทำงานตามเครื่องมือของอุปกรณ์คุณ
ดังนั้นเสียงที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับเครื่องมือ TTS ของอุปกรณ์คุณ

การปัสสาวะรดที่นอนในเด็ก

. . เด็กที่มีอาการปัสสาวะรดที่นอนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะแต่ส่วนน้อยอาจมีความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะหรือระบบประสาทที่ควบคุมได้. โดยทั่วไปควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจปัสสาวะหาความผิดปกติเหล่านี้ หากตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติ คือมีอาการปัสสาวะรดที่นอนที่ไม่พบสาเหตุทางกาย ควรปฏิบัติ ดังนี้. หรืออาจจะลองปฏิบัติตามนี้ก่อนไปพบแพทย์ดูก่อนก็ได้. พ่อแม่ควรทราบว่าปัญหาปัสสาวะรดที่นอนเป็นภาวะที่พบได้บ่อย คือประมาณร้อยละ 15 ของเด็กอายุ 5 ปี ยังปัสสาวะรดที่นอน และในจำนวนนี้จะหยุดปัสสาวะรดที่นอนได้เอง ร้อยละ 15 ต่อปี. เด็กไม่อยากให้ตนเองปัสสาวะรดที่นอนเหมือนกัน แต่เขาไม่สามารถควบคุมได้จริงๆ จึงไม่ได้เป็นความผิดของเด็ก ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการลงโทษโดยไม่เหมาะสม ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านจิตใจ. แต่เด็กอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการปัสสาวะรดที่นอน ได้แก่ ความรู้สึกอับอาย ขาดความมั่นใจในตัวเอง วิตกกังวล และปัญหาด้านสังคม เป็นต้น. คำแนะนำในการช่วยเหลือเด็กที่ปัสสาวะรดที่นอนโดยทั่วไปประกอบด้วย. การจูงใจให้เด็กต้องการควบคุมการปัสสาวะรดที่นอนด้วยตนเอง ด้วยการพูดถึงผลดีที่จะเกิดขึ้นตามมา เช่น พ่อแม่รู้สึกดีใจ เด็กสามารถไปนอนนอกบ้านหรือเข้าค่ายกับเพื่อนได้โดยไม่ต้องกังวลใจ. รวมทั้งความรุ้สึกมั่นใจในตนเอง เป็นต้น แต่โดยทั่วไปเด็กมักต้องการหยุดปัสสาวะรดที่นอนเองอยู่แล้ว. งดอาหารและเครื่องดื่มในช่วงเวลา 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำอัดลมบางชนิด และชาเขียว เป็นต้น เนื่องจากสารคาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ. เครื่องดื่มเหล่านี้มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบประมาณ 10 มก.
/100 มล.
ให้ปัสสาวะก่อนเข้านอนทุกคืน. เน้นให้การฝึกควบคุมการปัสสาวะรดที่นอนเป็นความรับผิดชอบของเด็กเอง ตั้งแต่ให้บันทึกอาการปัสสาวะรดที่นอนด้วยตนเอง ลุกขึ้นมาปัสสาวะเองถ้ารู้สึกปวดปัสสาวะ. และให้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนหรือทำความสะอาดเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอน เด็กจำนวนหนึ่งปัสสาวะรดที่นอนลดลงมากหลังจากให้เริ่มบันทึกด้วยตนเอง. งดการปลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืน เพราะอาจทำให้เด็กหยุดปัสสาวะรดที่นอนได้ช้ากว่าไม่ปลุก และมักทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่และเด็กมากกว่า. ใช้หลักพฤติกรรมบำบัด คือให้แรงเสริมทางบวก ( positive reinforcement ) เมื่อเด็กสามารถควบคุมการปัสสาวะรดที่นอนได้ โดยให้เด็กติดสติกเกอร์รูปที่ตนเองชอบลงบนปฏิทินในวันที่ไม่ปัสสาวะรดที่นอน. และพ่อแม่ควรให้รางวัลด้วยการพูดชมเชย ของเล่น หรือสิทธิประโยชน์บางอย่าง เป็นต้น พ่อแม่ต้องช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์. และพิจารณาให้รางวัลที่มีคุณค่ามากขึ้นถ้าเด็กควบคุมการปัสสาวะรดที่นอนได้มากขึ้นในแต่ละสัปดาห์ที่ผ่านไป. ในกรณีที่เด็กอายุมากกว่า 7-8 ปีแล้วยังไม่หยุดปัสสาวะรดที่นอน มีวิธีการรักษา 2 แบบ คือการใช้อุปกรณ์สัญญาณปลุกเมื่อปัสสาวะรดที่นอน และการใช้ยารักษา. การใช้อุปกรณ์สัญญาณปลุก (enuresis alarm) เป็นวิธีการรักษาที่อาศัยพื้นฐานความรู้จากทฤษฎีการเรียนรู้ คือหากพ่อแม่สามารถทำให้เด็กตื่นนอนทุกครั้งเมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็ม (ปัสสาวะรดที่นอน) ประมาณ 3-4. สัปดาห์ เด็กจะสามารถตื่นได้เองเมื่อปวดปัสสาวะ (การปลุกเด็กทุกคืนก่อนที่เด็กจะปัสสาวะรดที่นอน ไม่ได้เป็นการทำให้เด็กตื่นตอนที่กระเพาะปัสสาวะเต็มพอดี จึงไม่สามารถหยุดอาการปัสสาวะรดที่นอนได้). เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลมากที่สุด ประมาณร้อยละ 60-90 และมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้น้อย คือประมาณร้อยละ 15-40 การรักษาโดยใช้วิธีนี้ควรใช้ต่ออีกระยะหนึ่งหลังจากหยุดปัสสาวะรดแล้วจึงได้ผลดี. เป็นวิธีการรักษาที่แนะนำให้เลือกใช้เป็นลำดับแรกก่อนการรักษาด้วยยา. การรักษาด้วยยา ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษามี 2 ชนิด คือ imipramine และ desmopressin acetate (DDAVP) แพทย์จะพิจารณาให้ตามความเหมาะสม โดยทั่วไปยา Imipramine ได้ผลประมาณร้อยละ 40-60. แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำหลังหยุดยาร้อยละ 50 ส่วนยา DDAVP มี 2 ชนิด คือ ชนิดพ่นจมูกและชนิดกิน ได้ผลร้อยละ 10-65 แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำหลังหยุดยาสูงถึงร้อยละ 80. ผศ.
นพ.
ศิริไชย หงษ์สงวนศรี หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบบดี. . . .
ที่มา:อินเตอร์เน็ต